Hokkaido...ไม่ไปไม่รู้ Episode I
Hokkaido เป็นเกาะทางเหนือ ที่ใคร ๆ ก้อตามที่ได้ไปเยือนมาแล้ว ก้อต้องพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า สวย คราวนี้เป็นตาของเราบ้าง ที่จะได้เห็นว่า เกาะเหนือแห่งนี้มันสวยอย่างงัย
ออกเดินทางกันตั้งแต่เช้าตรู่ของวันที่ 28 ก้อเครื่องเล่นออกซะ 6.30 จะไปทันซะที่ไหน เลยได้อาศัยนอนค้างคืนกะจิ๊บ เพราะอย่างน้อยก้อมีเพื่อนมาปลุกคนขี้เซาอย่างเรา ไม่อย่างงั้นมีหวังตกเครื่องบินอย่างแน่นอน ข้อดีอีกอย่าง...ที่ได้นอนกะจิ๊บคือ มีคนทำอาหารเช้าให้ทานด้วย ขนมปังน้ำพริกหมูหยอง ช่างเป็นเพื่อนที่ดีอะไรเช่นนี้ แบกกระเป๋าใบโตพร้อมกล้องคู่ใจไปถึงสนามบินแบบชิว ชิว ไม่ต้องวิ่งให้เสียพลังงานแต่อย่างใด นัดรวมตัวสมาชิกแก็งค์ทั้งหมด 8 คน ขึ้นเครื่องบิน เหินฟ้าสู่ Hokkaido กันเลย
ออกเดินทางกันตั้งแต่เช้าตรู่ของวันที่ 28 ก้อเครื่องเล่นออกซะ 6.30 จะไปทันซะที่ไหน เลยได้อาศัยนอนค้างคืนกะจิ๊บ เพราะอย่างน้อยก้อมีเพื่อนมาปลุกคนขี้เซาอย่างเรา ไม่อย่างงั้นมีหวังตกเครื่องบินอย่างแน่นอน ข้อดีอีกอย่าง...ที่ได้นอนกะจิ๊บคือ มีคนทำอาหารเช้าให้ทานด้วย ขนมปังน้ำพริกหมูหยอง ช่างเป็นเพื่อนที่ดีอะไรเช่นนี้ แบกกระเป๋าใบโตพร้อมกล้องคู่ใจไปถึงสนามบินแบบชิว ชิว ไม่ต้องวิ่งให้เสียพลังงานแต่อย่างใด นัดรวมตัวสมาชิกแก็งค์ทั้งหมด 8 คน ขึ้นเครื่องบิน เหินฟ้าสู่ Hokkaido กันเลย
ขอแจ้งรายชื่อสมาชิกร่วมแก็งค์คราวนี้ก่อน พี่นิ, พี่บ่าว, นุ้ย, จิ๊บ, น้องส้ม, น้องวี, น้องจ๊อบ และ หนูปุ๊ก อิอิ
โอ้โห...ไม่ต้องบอกก้อรู้ว่า ถึงสนามบิน New Chitose ที่ Hokkaido แล้ว เพราะเจ้าหิมะปุย ๆ นุ่ม ๆ มารอรับเต็มลานตรงรันเวย์เลย จากนั้นออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ Sapporo เพื่อเข้าเอาของไปเก็บไว้ที่โรงแรมกันก่อน ภูมิใจนำเสนอกะโรงแรมที่พักมาก ๆ เพราะมันคือ Novotel โรงแรมสุดหรู ตอนเอาของเข้าไปเก็บ พนักงานแอบงงงงว่า ไอ้เด็กกะโปโลพวกนี้มาทำไรหว่า แม้ถึงหน้าจะไม่ให้ แต่ใจมันรัก ขอพักหรู ๆ สักคืนเตอะน๊า
กิจกรรมแรกที่ซัปโปโรในเวลาเกือบ 11 โมงแบบนี้ คงไม่ต้องบอกว่า พวกเราจะทำอะไร นอกจากหาของใส่ลงท้องกันก่อน เพราะกองทัพต้องเดินด้วยท้องช่ายมั้ย ว่าแล้ว ไม่รอช้า มุ่งหน้าไปสู่ร้านราเมน
Ramen เป็นอาหารขึ้นชื่อ เมนูหนึ่งใน Hokkaido ก้อว่าได้ พวกเราเลยไปกินราเมนกันที่ Ramen Park อยู่ใกล้ ๆ กะสถานี Sapporo พอไปถึง ก้อถึงกับร้อง อ้อเลยทีเดียว ว่าทำไมถึงเรียกว่า Ramen Park ก้อมันมีแต่ร้านราเมน ราเมน และก้อราเมน พวกเราแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม เนื่องจากขัดคอกันในเรื่องความอยากกิน เลยทางใครทางมันกันก่อนชั่วคราว ร้านที่ปุ๊กไปกิน น้ำซุปเข้มข้น ไข่มะตูมได้ที่ เส้นเหนียวนุ่ม อร๊อย อร่อย กระเพาะของคาวเต็มไปแล้ว ก้อเหลือกระเพราะของหวานบ้าง จากคำแนะนำของพี่สิน ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารและแหล่งท่องเที่ยวใน Hokkaido ย้ำนักย้ำหนาว่า กินราเมนเสร็จแล้ว ต้องไปกิน Cheese Cake ชั้นล่างให้ได้ พวกเราก้อไม่ขัดคำสั่งยอมทำตามแต่โดยดี เรื่องของกินนี่หน่าจะพลาดได้งัย ทุกคนจินตนาการไปว่า เจ้า Cheese Cake ราคา 500 เยนเนี่ย คงเป็นชิ้นสามเหลี่ยม ๆ แต่ใหญ่หน่อย ให้พอสมกะราคา แต่สิ่งที่เราเห็นเบื้องหน้า เจ้า Cheese Cake ตัวดีมันมาเป็นก้อนเลย ทุกคนแอบตกใจ และคิดกันว่ามันจะอร่อยมั้ยหว่า แต่เอ้าน่า...ไหน ๆ ก้อมาถึงแล้วซื้อมาชิมสักก้อนแล้วกัน...ไม่เสียหาย
เนื่องจากเวลาที่มีอยู่จำกัด ทำให้พวกเราต้องตัดสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อบางแห่งใน Sapporo ออก เช่น TokeiDai, TV Tower และ Akarenga เพราะพวกเราได้นั่งรถผ่านมาแล้ว ถือว่าได้ยลกันไปแล้ว แค่ไม่ได้ถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกเท่านั้นเอง พวกเราเลือกที่จะไปสถานที่ใหญ่ ๆ กัน แต่เจ้ากรรมนายเวร บัตร Day Pass ที่ดูไว้ เพื่อใช้ขึ้นรถไฟได้ทุกสายใน Sapporo และทุกสถานีระหว่าง Sapporo ถึง Otaru ไม่สามารถซื้อได้ เพราะต้องใช้ passport เลยต้องวางแผนการเดินทางกันใหม่
สถานที่แรก พวกเราตกลงใจกันว่า เราไปลุยกันที่ Sapporo Beer Museum กันก่อน เพราะที่นี่ก้อขึ้นชื่อเรื่อง Beer ไม่แพ้กัน และก้อหวังที่จะชิมเบียร์อร่อย ๆ เป็นการล้างปาก หลังจากที่ซัดราเมนกันมา แต่ก้อต้องผิดหวังไปตาม ๆ กัน เพราะ ตึกของ Museum เล็กมาก ๆ แถมไม่มีอะไรให้ดูอีก เบียร์ก้อไม่ได้ชิม เซ็ง เซ็งจริง ๆ แอบไปถามไถ่ได้ความว่า ตอนนี้พื้นที่ส่วนใหญ่ของ Sapporo Beer Museum เปลี่ยนไปเป็น Shopping Mall หมดแย้ว พวกเราเลยแก้เซ็งด้วยการควัก Cheese Cake ก้อนโต มาหั่นแบ่งกัน ดีนะเนี่ยที่มีกัน 8 คน ถ้าขาดหรือเกินมาหนึ่งคนนี่แย่เลย ทันทีที่ Cheese Cake เข้าปาก พวกเราก้อเข้าใจในสัจธรรมว่า ทำไม๊ ทำไม พี่สินถึงได้เน้นย้ำว่า ต้องกินให้ได้นะ ก้อมันอร่อยเกินคำบรรยายจริง ๆ
หลังจากที่เพลิดเพลินกะรสชาติของเจ้า Cheese Cake กันพอหอมปากหอมคอแล้ว พวกเราก้อมุ่งหน้าเดินทางกันต่อ จุดมุ่งหมายต่อไปคือ Chocolate Factory แค่ฟังชื่อก้อน่ากิ๊น น่ากิน ระหว่างทางที่เดินจากสถานีไป Chocolate Factory อยู่นั้น จู่ ๆ หิมะก้อตกลงมาซะงั้น จากตอนแรกที่ตกพอน่ารัก แต่ตอนหลัง ๆ มันเริ่มชักจะไม่น่ารักเพราะกลายเป็นพายุหิมะซะแล้วนี่สิ รีบเดินดีกว่า
ก่อนจะถึงทางเข้า กลิ่นนมและเนย ก้อโชยมาแตะจมูกพวกเราอย่างจัง เอ้าหล่ะไม่รอช้า เข้าไปกันเลยกว่า จะได้หลบพายุหิมะด้วย Chocolate Factory แห่งนี้ขึ้นชื่อในเรื่องของ บิสกิต ที่ใคร ๆ ก้อรู้จักเป็นอย่างดี ก้อคือ...Shiroi Koibito ค่าเข้าชม 600 เยน เราจะได้ passport ที่บรรยายสถานที่ต่าง ๆ ภายในโรงงาน กะตัวอย่าง ขนม Shiroi Koibito อีกนึงอัน ขออธิบายเพิ่มเติมว่า ขนม Shiroi Koibito เป็นบิสกิตสี่เหลี่ยม ๆ มี Chocolate ทั้งแบบ White และ Black อยู่ตรงกลาง เรื่องรสชาติไม่ต้องพูดถึง
แต่ละโซนในโรงงานแห่งนี้ จัดได้น่ารักและน่าสนใจมาก ๆ ตั้งแต่โซนของประวัติความเป็นมา โซนของ Chocolate Cup Collection โซนของ Chocolate Box Collection และโซนที่ทำเป็น Magic Vision ที่บอกเล่าเรื่องถึงการทำ Chocolate ถึงแม้จะบรรยายเป็นภาษาญี่ปุ่น แต่ก้อไม่ได้ทำให้เสียอรรถรสในการดูแต่อย่างใด ต่อจากโซน Magic Vision พวกเราก้อได้กลิ่นนมและเนยอีกครั้ง พวกเราเลยไม่รอช้า ไปเกาะกระจกดูการทำ Shiroi Koibito กันแบบสด ๆ เห็นแล้วน้ำลายไหลเลย ที่แน่ ๆ จะมีพนักงานคัด Shiroi Koibito ชิ้นที่ไม่ได้มาตรฐานออกด้วย ไม่แน่ใจเค้าจะเอาไปทิ้ง หรือขายให้พนักงานในราคาถูก ๆ หรือป่าว แต่พวกเราก้อแอบอิจฉาตาร้อนผ่าวกันเป็นแถว ก้อมันเสียดายนี่หน่า
พวกเรารีบเดินออกจากโซนนี้เพื่อไปยังโซนต่อไป เพราะใกล้ได้เวลาของ Chocolate Carnival ตรง Clock Tower แต่โซนนี้กลับกระตุ้นน้ำลายของพวกเราให้ไหลมากยิ่งขึ้น เพราะเป็นมุมของ Chocolate Bar ระหว่างที่นั่งหักห้ามใจระหว่างการดู Chocolate Carnival โดยการถ่ายรูปนั้น พายุหิมะเจ้ากรรมก้อโหมกระหน่ำเข้ามาอีก จะไปไหน ก้อไม่ได้ หันซ้าย หันขวา หาอะไรทำแก้เซ็ง โดยการสั่ง Chocolate Parfait Icecream มากินกันดีกว่า ว่าแล้วก้อไม่รอช้า สั่งมาเลยสองถ้วย Chocolate ถ้วย Strawberry ถ้วย ทุกคนพร้อม...ลุย ไม่น่าเชื่อ เวลาผ่านไปไม่ถึง 10 นาที Icecream ถ้วยใหญ่ ๆ สูงเกือบฟุต จะหายวับไปกับตา มีความสุขเหลือเกิน
หลังจาก ที่อิ่มท้อง สุขใจกันแล้ว ฤกษ์งามยามดี หิมะก้อเป็นใจหยุดตกซะงั้น อย่างงั้นไม่รอช้า มุ่งหน้าสู่ จุดมุ่งหมายต่อไป Otaru กันต่อเลย แต่ก้อไม่วาย มีเรื่องขัดข้องทางเทคนิคเล็กน้อย เพราะความสะเพร่าของหนูปุ๊กที่ไม่ได้เช็คการเดินทางให้ดี ก้อมันแอบผิดแผนจากที่วางไว้นี่หน่า (หาข้ออ้างไปเรื่อย) แต่ก้อไม่ได้เป็นปัญหาแต่อย่างใด เพราะในที่สุด พวกเราก้อมาถึง Otaru ได้ทันเวลา ก่อนที่ Music Box Museum จะปิดก่อนหนึ่งชั่วโมง
ภายใน Music Box Museum สวยงดงามมาก ๆ มองไปทางไหน ก้อมีแต่ กล่องดนตรีละลานตาไปหมด ไอ้โน่นก้อน่ารัก ไอ้นี่ก้อเพลงเพราะ เลือกไม่ถูกเลย เลยไม่ได้มาสักกะอัน (จริง ๆ แล้วเป็นข้ออ้าง เพราะบ่จี๊ มะไม่กะตังค์) แต่ถ้างานนี้มีคนรู้ใจไปด้วย ก้อคงอ้อนให้ซื้อมาได้สักอันสองอัน อิอิ
อืม...ที่นี่มีแบบให้ทำกล่องดนตรีเองด้วยนะ เลือกเสียงดนตรีเอง เลือกของประดับเอง สนนราคาอยู่ที่ 1800 เยน ไม่ถูกไม่แพง มีอันเดียวในโลกด้วยน๊า เสียดายที่พวกเรามีเวลากันน้อยไปหน่อย ไม่อย่างงั้นคงได้ถอยกันมาคนละอันแน่เลย
หกโมงเย็นประตู Museum ปิดลงพร้อมทั้งได้เวลา พายุหิมะอีกครั้ง ทำให้พวกเราเกิดการถกเถียงกันเล็กน้อยว่าจะเอาอย่างงัยกันต่อดี เพราะพายุหิมะที่กระหน่ำลงมา กะเวลาที่มีอยู่จำกัด แต่หนูปุ๊กก้อกึ่งบังคับแกมอ้อนวอนเล็กน้อย ให้ไปที่สุดท้ายที่ Otaru Canal กันเถอะ เพราะไหน ๆ ก้อมาแล้ว เอาให้มันสุด ๆ ไปเลย ไม่อยากที่จะมานั่งเสียดายที่หลัง ถึงแม้ใคร ๆ จะบอกว่า มันไม่มีอะไรก้อเหอะ ก้อมันอยากเห็นนี่หน่า ไอ้ที่มันไม่มีอะไรอะ คือมันไม่มีอะไรจริง ๆ อย่างน้อยก้อขอเห็นด้วยตาหน่อยนะ ว่าแล้ว...ทุกคนเดินลุยหิมะกันไป ล้มกลิ้งคลุกคลานไปบ้าง แต่ในที่สุดก้อถึงจนได้ ถึงแม้ว่ามันจะไม่สวยงดงามบาดใจ แต่ก้อแอบประทับใจในความที่ไม่มีอะไรของมัน
เวลาที่มีอยู่จำกัด ทำให้พวกเราอยู่ที่ Otaru Canal ได้ไม่นาน ก้อต้องเดินทางกันต่อ เพื่อไปขึ้นรถไฟกลับสู่ Sapporo แต่เนื่องจาก พวกเราต้องไปให้ทันรถไฟด่วนพิเศษตอน 19.04 ไม่อย่างงั้นพวกเราจะไปไม่ทันนัดตอนสองทุ่ม เหลือบดูนาฬิกา ตำแหน่งเข็มสั้นชี้ไปที่เลข 6 เกือบ 7 ส่วนเข็มยาวชี้ไปเกือบเลข 11 ในเวลา 10 นาทีกะหนทางอีกยาวไกล ทำให้พวกเราต้องใส่ตีนหมา โกยอ้าวกันอย่างไม่คิดชีวิต เหลือเวลาอีกสองนาที รถไฟกะลังจะออก หนูปุ๊กเลยรีบกดตั๋วทีละหลาย ๆ ใบ เพราะจะได้ไม่เสียเวลา อ้าว เครื่องตัวดีมันไม่รับแบงค์หมื่น แบงค์ห้าพันก้อไม่รับ เอ้า...แบงค์พันก้อได้วะ ยิ่งรีบยิ่งช้า ได้ตั๋วมาแล้ว พลันมองไปที่นาฬิกา เฮ้ย...เลยเวลาไปแล้ว เวลาเที่ยวต่อไปรันแล้วด้วย ทำอย่างงัยดี ไม่ทันแน่เลย แต่ก้อยังรีบวิ่งเสียบตั๋วเพื่อผ่านประตูเข้าไป แต่หลังจากที่ผ่านประตูไปแล้วนั้น ก้อต้องทึ่งในความกล้าหาญของจิ๊บที่แอบเปรี้ยว เอาขาข้างหนึ่งไปในรถไฟ อีกข้างหนึ่งไปบนชานชลา ประหนึ่งว่า ถ้าเพื่อนหนูมาไม่ครบก้อไม่ยอมให้รถไฟออกซะอย่างงั้น ทุกคนเลยรีบวิ่งกันแทบลืมหายใจทีเดียว พอเข้าครบหมดทุกคน ประตูรถไฟก้อปิดลง เสียงล้อเคลื่อนตัว พร้อมกับเสียงหอบ แฮ่ก แฮ่ก ของพวกเราดังภายในรถไฟ เคลื่อนตัวกลับสู่ Sapporo
ทันเวลาพอดี ที่พี่นินัดบุคคลสำคัญที่จะพาเราไปกินอาหารมื้อเย็นที่แสนอร่อยนั่นก้อคือ พี่สิน ว่าแล้วไม่รอช้า รีบไปกันเถอะ แต่ก่อนจะไปกินข้าวเย็นกัน ระหว่างทางพวกเราก้อถกเถียงกันอีกแล้ว (แทบตลอดทั้งทริป) เนื่องจาก พวกเราติดใจในรสชาติอันแสนนุ่มนวลของ Cheese Cake เมื่อตอนบ่าย ทำให้พวกเราตกลงใจกันว่าว่าจะซื้อ Cheese Cake ไปฝากเพื่อน ๆ ทางคันไซ ตอนแรกเริ่มต้นคิดจะซื้อ 3 ชิ้น แต่ในที่สุดก้อเปลี่ยนมาเป็น 6 ชิ้น (หนึ่งเท่าตัว) ก้อของมันอร่อยจริง ๆ นี่หน่า เอ้ารีบเดินเดี๋ยวไม่ทันร้านจะปิดซะก่อน เย้...ถึงแล้ว ถึงแล้ว ดีจัง ร้านยังไม่ปิด แต่ แต่ และแต่ มันหมดแล้ว เศร้าเลย ทุกคนแอบเซ็งกันไปเป็นแถบ ๆ เพราะกว่าจะลงตัวที่ 6 ชิ้น ก้อเถียงกันอยู่ตั้งนาน โธ่...แล้วกว่าจะได้กินอีก เห็นทีคงจะเป็นปีหน้า ถ้ามีโอกาสได้มาอีกนะ เสียดายยยยยย เอ้า...ในเมื่อมันหมด ก้อรีบไปกินข้าวเย็นกันเต๊อะเพราะทุกคนท้องร้องกันหมดแล้ว เนื่องจากใช้พลังอย่างมากตอนวิ่งตามรถไฟ
ร้านอาหารมื้อเย็นของพวกเราก้อประมาณร้าน Izagaya แต่ร้านนี้ไม่ธรรมดา ขนาดวันธรรมดา คนยังแน่นร้านเลย แต่อย่าเพิ่งเชื่อในสิ่งที่เห็นจนกว่าจะได้ชิมกับปากของเราเอง เปิดเมนูแรกมาด้วยปูก่อนเลย อาหารขึ้นชื่อของที่นี่ จากนั้นตามด้วย ฮอกเกะ และ สลัดขอบอกว่า สลัดที่นี่ถูกมาก ๆ ราคาประมาณ 500 เยน และปริมาณจะแปรผันตามจำนวนคนด้วย ยิ่งมาเยอะ ยิ่งได้เยอะ แต่ในราคาเท่าเดิม และที่ตามกันมาติด ๆ ก้อคือ Sashimi สด ๆ หวาน ๆ ทั้ง กุ้ง หอย ปู ปลา ยกมากันทั้งทะเลเลย และยังมี Sushi หน้าต่าง ๆ อีกด้วย อิ่มหนำสำราญกันไปตาม ๆ กัน อร่อยจนไม่รู้จะบรรยายอย่างงัยดี อาหารเย็นมื้อนี้นอกจากจะอิ่มท้องแล้ว ยังอิ่มใจกันอีกด้วย เพราะเป็นมื้อที่สร้างมิตรภาพระหว่างกันได้อย่างลงตัว
ปิดทริปวันแรกไปแบบ สุขเกินคำบรรยาย เตรียมพักผ่อนในห้องนอนแสนหรู เพื่อเติมพลังงานให้กับการเดินทางในวันต่อไป
continue to Episode II


0 Comments:
Post a Comment
<< Home